Shipping Mark คือ การจ่าหน้ากล่องพัสดุรูปแบบหนึงครับ แต่ก็จะละเอียดกว่าพอสมควร เพราะชิปปิ้งมาร์กที่ดีควรจะระบุข้อมูลเกี่ยวกับการบรรจุและรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เพื่อให้จำแนกได้ว่าสินค้านั้นเป็นของใคร เพื่อให้ง่ายต่อการทำงานและการตรวจสอบด้วยครับ

ปัญหาเรื่องชิปปิ้งมาร์กโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นการนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมคนจีนถึงไม่ค่อยจะอยากทำชิปปิ้งมาร์กกันซักเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่มันทำง่ายมาก โดยถ้าไม่สามารถพิมพ์ลงไปบนกล่องได้ ไม่ว่าจะเนื่องด้วยเป็น ร้านค้าส่งเล็ก ๆ หรือไม่ได้ส่งออกบ่อย ๆ ก็ตาม ก็เพียงทำกระดาษ A4 ปริ๊นต์แปะลงไปก็ได้ครับ หากคุณต้องนำเข้าสินค้าจากจีนควรจะแจ้งให้ทางผู้ขายทำทุกครั้ง หรืออาจจะส่งไฟล์เวิร์ด(MS Words)ไปให้เลยก็ได้

***ข้อควรระวัง การไม่มีชิปปิ้งมาร์กนั้นโดนปรับสูงสุดที่ 50,000 บาทนะครับ***

วิธีการระบุ Shipping Mark อย่างง่าย

  1. ชื่อผู้ส่งออก
  2. รายละเอียดสินค้า ชนิด ขนาด น้ำหนัก
  3. Made in ……..

จริง ๆ แล้วชิปปิ้งมาร์กนั้นสัมพันธ์กับ Packing List ด้วยครับ หากสามารถทำชิปปิ้งมาร์กที่ครบถ้วนได้ก็ควรจะทำเพื่อให้สะดวกต่อการจัดการสินค้าเพิ่ม เช่น ขนาด, น้ำหนัก, ด้านในบรรจุอะไรไว้ จำนวนเท่าไหร่, สินค้าตัวไหนอยู่กล่องไหน, สัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น This side up, Fragile หรือ Hazardous และ อื่น ๆ ตามข้อกำหนดในการขนสินค้าแต่ละชนิดครับ

แนะนำให้อ่าน: Bill of lading(B/L) ที่ผู้นำเข้าส่งออกต้องรู้

ปัญหาที่เจอบ่อย ๆ ของการไม่มีชิปปิ้งมาร์ก

  1. ในชิปเม้น LCL จะโดนปรับค่า No Mark แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นช่องให้คนไม่ดีทำมาหากินได้
  2. สินค้าหาย
  3. ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนหรือกล่องไหน
  4. ชิปเม้นท์ที่ใช้ Form E ต้องมี ไม่งั้นเรื่องเยอะมาก เผลอ ๆ ใช้ไม่ได้อีก และ ควรระบุ MADE IN CHINA ลงไปด้วย
  5. สินค้าอันตราย จะส่งออกไม่ได้ถ้าไม่ระบุมาร์กตามข้อกำหนดในการบรรจุ

อย่างที่บอกครับ สินค้าทั่วไปเพียงแค่ปริ๊นต์แปะก็เพียงพอจะทำเป็นชิปปิ้งมาร์กแล้ว ดังนั้นอย่าให้ต้องเจอกล่องโล่ง ๆ หาตัวเจ้าของไม่เจอกันเลยนะครับ ของหาย หรือไม่ก็เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่ใช่เรื่องที่ควรเกิดขึ้นครับ

สอบถามบริการ หรือ พูดคุยปรึกษากับเราได้หลากหลายช่องทางดังนี้ครับ
LINE ID: @expt.co
FACEBOOK: @expt.co
EMAIL: support@expt.co