การทำการตลาดสมัยนี้ยากและแยบยลขึ้นทุกที แน่นอนว่าคนอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป(อย่างผม เป็นต้น) จะเจอการทำการตลาดแบบยัดเยียดมาโดยตลอด เช่น พวกโฆษณาที่บอกว่าสินค้านี้ดียังไง ใหม่ยังไง หรือ พวกดาราชื่อดังมาถือสินค้าแบบบอกว่า ดีนะเว้ย(ทั้ง ๆ ที่ดาราคนนั้นใช้รึเปล่าเรายังไม่รู้เลย?) เรื่องราวเหล่านี้ถูกยัดเข้ามาแบบซ้ำ ๆ กัน คือพอช่วงไพรม์ไทม์ทีไร โฆษณาเหล่านี้ก็จะโผล่มารัว ๆ คั่นละครน้ำเน่าที่เราชอบดูกันนี่แหละ หรือ การที่คุณโดนเปิดกรอกหูโดยที่หนีไปไหนไม่ได้บนรถไฟฟ้าก็ด้วย

แต่เมื่อมีสื่อที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ Social การตลาดแบบ Storytelling จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และนี่คือเหตุผลที่มันเวิร์คกว่าการกรอกหูผู้บริโภคซ้ำ ๆ ครับ

ไม่มีต้นทุนเงิน

การเล่าเรื่องที่ดีนั้นต้องเล่าเรื่องจริง ซึ่งมันก็มาจากประสบการณ์ที่แบรนด์ผ่านมาแล้วทั้งนั้น วัตถุดิบที่คุณมีย่อมจะแตกต่างไม่เหมือนใคร ผิดกับถ้าคุณจะทำโฆษณาทางทีวี คุณต้องไปจ้างคนมาถ่ายทำ คิดการนำเสนอแปลกแหวกแนว ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ฟรี!

ผิดกับประสบการณ์ที่มีมาแล้วเรียบร้อย เหมือนกันเอาสิ่งที่ลงทุนทำไปทั้งหมดก่อนหน้ามาใช้อีกครั้งอย่างคุ้มค่า

เรื่องเล่า เข้าใจง่าย

นิทานก็คือเรื่องเล่าอย่างหนึ่งที่เราคุ้นเคยกันมาตลอด เราเข้าใจปรัชญาการใช้ชีวิตยาก ๆ จากนิทานอีสป หรือ การที่เราฟังคนที่บรรยายแบบยกตัวอย่าง เราก็จะเข้าใจง่ายกว่าการที่มีแต่วิชาการล้วน ๆ ซึ่งเปรียบเหมือนแบรนด์จะไปเสนอว่าตัวเองเอาอะไรมาให้ลูกค้าบ้างผ่านการเล่าเรื่องแทนการโชว์แต่ผลิตภัณฑ์แล้วบอกว่าคุ้มเพียงอย่างเดียว ก็จะสร้างการรับรู้ที่ไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าคุณเล่าเรื่องที่คุณไปเก็บน้ำจากเทือกเขาแอลป์เจอหมี หลงทาง ต้องเอาชีวิตรอดและไม่ใช่ว่าใคร ๆ ก็จะได้กิน จนได้เป็นน้ำแร่กินแล้วผิวดีขวดละ 1,000 บาท กับ น้ำแร่บริสุทธิจากเทือกเขาแอลป์กินแล้วผิวดี ขวดละ 1,000 บาท ก็เกิดความเข้าใจในความคุ้มค่าแตกต่างกันจนเห็นได้ชัด

สร้างความผูกพันธ์ที่ลึกซึ้ง

การที่คุณจะจีบใครซักคนคุณต้องทำให้เค้าได้เห็นอะไรบางอย่างในตัวคุณ อย่างการศึกษานิสัยใจคอกัน หรือได้เห็นฉากดี ๆ ที่คุณได้ทำลงไป เช่น โดดถีบหน้าโจร ช่วยคนแก่ข้ามถนน จนในที่สุดก็เกิดความประทับใจขึ้น แบรนด์ก็เช่นกัน ถ้าผู้บริโภคได้รู้ว่าคุณไปหาน้ำแร่บริสุทธิจากเทือกเขาแอลป์ด้วยความยากลำบาก ทุ่มเทเอาของดี ๆ มาให้ สิ่งที่คุณทำมาก่อนหน้านี้หรือความพิเศษที่คุณมีผ่านเรื่องเล่า เค้าก็จะเริ่มเข้าใจคุณและเป็นแฟนของคุณในที่สุด

หากอยากให้คนชื่นชมในแบรนด์ของคุณแล้วละก็ คุณในฐานะเจ้าของแบรนด์ก็ควรจะทำแต่เรื่องดี ๆ ให้เป็นนิสัยติดตัวจนเกิดเป็นเรื่องเล่าของแบรนด์ขึ้นมาจริง ๆ

เห็นมั้ยครับว่าการเล่าเรื่องนั้นดีกับแบรนด์เป็นอย่างมาก แต่การที่คุณจะมีเรื่องเล่าได้นั้นก็ต้องผ่านอะไรมาพอสมควร ดังนั้นแล้วถ้าคุณอยากจะมีเรื่องเล่าให้แฟน ๆ ของคุณฟังซักเรื่อง ก็ควรที่จะเริ่มลงมือทำอะไรที่เจ๋ง ๆ ได้แล้วนะครับ