ทำเต็มที่เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในการทำงานครับ โดยส่วนตัวผมถือคติที่ว่า “เสียใจเพราะทำเต็มที่แล้วดีกว่าเหยาะแหยะแล้วล้มเหลว” เพราะถ้าเราเต็มที่กับมันแล้วเราจะได้โบนัสสำคัญมาอย่างหนึ่งแน่นอน คือ เราจะเก่งขึ้นโดยอัตโนมัติ ครับ

แต่กับดักของคำว่าทำเต็มที่ก็ยังมีอยู่นะครับ ขอให้พึงระวังไว้ให้ดี **อย่าให้มันเป็นข้อแก้ตัว** เพราะคนบางคนมักจะใช้คำว่า ‘ก็ทำเต็มที่แล้ว ไม่ได้ก็จะเอาอะไรอีก’ คุณจะให้มันสื่อความหมายไปในทางแก้ตัวแบบนี้ไม่ได้นะครับ ยิ่งถ้าคุณปล่อยให้ตัวเองข้ออ้างไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ชีวิตนี้คงตั้งเป้าอะไรที่มันใหญ่ยาวไม่ได้แน่ครับ

“ถ้าความสำเร็จต้องการ 100 แต่เต็มที่สุดแรงของคุณคือ 20 คุณจะไปถึงมันได้ยังไง?”

คำถามที่สำคัญของเรื่องความพยายามคือ “ราคาความพยายามมันเท่ากับความสำเร็จที่จะได้แล้วรึยัง?” มากกว่าเรื่องอื่นใดทั้งหมด เป้าหมายคืออะไรมีราคาค่างวดเท่าไหร่? คุณประเมิณมันออกมาได้แล้วรึยัง เช่นช สิ้นปีหน้าคุณอยากจะได้เลื่อนตำแหน่งในปีหน้าเป็นผู้จัดการ คุณคิดว่าคนที่เป็นผู้จัดการต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง แล้วที่คุณขาดไปคืออะไร พยายามเติมมันให้เต็มแล้วรึยัง? “คุณเป็นคนที่มีราคาเดียวกันกับเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้วรึยัง?” ถ้าคุณขาดคุณสมบัติไปมาก ผมมีบางอย่างจะแนะนำครับ

คุณสามารถตั้งเป้าเล็กหลาย ๆ เป้าได้

เช่น การจะเป็นผู้จัดการได้ เพื่อนต้องนับถือในแนวความคิดการบริหาร มีความสามารถสูงกว่าเพื่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่งตัวดี เจ้านายรัก เคารพกติกา สนับสนุนนโยบายบริษัท และ อื่น ๆ ที่คุณจะคิดออก(ถ้าคิดไม่ออกแล้วมันมีผลแปลว่าคุณตีราคาความสำเร็จครั้งนี้ผิด) เสร็จแล้วคุณก็ควรจะแบ่งมันออกมาเป็นข้อ ๆ แล้วจัดการวางแผนทำแต่ละข้อให้สำเร็จครับ

ขยายเวลามันไปอีก

คุณสามารถต่อเวลาได้ แต่อย่าให้มันเป็นการผลัดวันประกันพรุ่งไปนะครับ สำหรับเรื่องนี้เป็นการประเมิณล้วน ๆ ทั้งตัวคุณเองและสถานการณ์ปัจจุบัน การที่เร่งเวลาบางครั้งไม่ใช่จะสำเร็จไปได้ทุกเรื่อง ยิ่งถ้าเป้าหมายนั้นใหญ่เวลาที่ใช้ก็จะเร่งมากไม่ได้เช่นกัน

“จะกินมาม่าให้อร่อยยังต้องรอ 3 นาที แล้วความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของคุณมันจะเดี๋ยวนี้ได้ยังไง?”

เตรียมทำใจไว้บ้าง

เมื่อไม่ได้ตามเป้าจงทำใจไว้บ้าง ไม่งั้นเวลาเฟลขึ้นมาคุณอาจจะเหี่ยวจนไม่อยากจะตั้งเป้าอะไรอีกเลยก็ได้ เมื่อล้มเหลวสิ่งที่คุณต้องทำหลังจากทำใจก็คือ สรุปสิ่งที่ทำมาทั้งหมด เพื่อจะได้แก้ไขและวางแผนใหม่อีกครั้ง

เป้าหมายเปลี่ยนแปลงได้

เป้าหมายที่ตั้งไว้บางครั้งมันเป็นสิ่งที่ไม่เข้ากับเรา หรือ บางเรื่องก็ควรจะเลิกตั้งเป้าไปได้แล้ว เช่น เป็นไปได้ยากเกินไป, เริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น หรือ มีคนสนับสนุนโอกาสอื่นให้ ซึ่งการเปลี่ยนเป้าหมายไม่ได้หมายถึงการพ่ายแพ้แต่อย่างใดนะครับ เพราะ ความสำเร็จเพียงครั้งเดียวจะพลิกชีวิตเราให้ดีได้ จงอย่าไปจดจ้องที่เอาชนะเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่ก็อีกนั่นแหละก่อนเปลี่ยนเป้าหมายจงวิเคราะห์สิ่งที่ทำมาก่อนหน้านี้ให้ดี ไม่ใช่จะเปลี่ยนก็เปลี่ยน แบบนั้นแหละจะกลายเป็นไอ้ขี้แพ้ของจริง

ปล. 1 ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จและอยู่กับเป้าหมายอย่างมีความสุขครับ
ปล. 2 ความสำเร็จที่ไม่มีใครร่วมชื่นชม ไม่มีความหมาย
ปล. 3 จงทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในเป้าหมายคุณอย่างมีความสุขแล้วเป้าหมายจะไปถึงง่ายขึ้น