เฟรทฯ และ ชิปปิ้ง เป็นงานบริการโดยตัวของมันเอง เราไม่มีสินค้าที่จับต้องได้ และโดยลักษณะของงานนั้นต้องมีการเจอผู้คนมากมาย การทำการตลาดจึงถูกโฟกัสไปที่ offline มากกว่า แน่นอนว่าเพราะส่วนใหญ่ผู้ให้บริการเฟรทฯและชิปปิ้งส่วนมากอยู่กับการโทรเสนอราคาและนัดพบลูกค้า โดยไม่เห็นทางว่าจะเอาออนไลน์มาใช้ร่วมด้วยจะให้ผลอย่างไร

แต่ ณ เวลานี้เราควรมาโฟกัสให้ครบทุกเรื่อง เพื่อตามกระแสของโลกให้ทันก่อนเป็นอย่างแรก นั่นคือการเรียนรู้ที่จะเอาออนไลน์และออฟไลน์มาผสมให้เข้ากันให้ได้นั่นเอง

Offline ควรจะเป็นอย่างไร?

อย่างที่เรารู้กันมาตลอดว่าการเข้าไปพบลูกค้านั้นจำเป็น แต่ลูกค้าสมัยใหม่เริ่มใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น การติดต่อกับลูกค้าจึงไม่ใช่เพียงช่องทางออฟไลน์อย่างเดียวที่ต้องใส่ใจ ต้องทำควบคู่ไปทั้งออนไลน์ในส่วนนี้ ดังนั้นแล้วการทำออฟไลน์นั้นจึงควรจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าจะสัมผัสได้มากกว่า เพื่อให้เกิดประสบการณ์การใช้บริการที่ดีและรักษาฐานลูกค้าให้มั่นคง

สำหรับแนวคิดนี้ที่ผมเสนอออกมาเป็นเพราะการทำการตลาดออนไลน์ของผมสำเร็จดี โอกาสปิดการขายมีมามากมายถึง 1-3 ครั้งต่อวัน นั้นเร้าใจผมมาก แต่สิ่งที่เป็นก็คือผมปิดการขายไม่ได้สูงมากเช่นกัน นั่นหมายความว่าช่องว่างมากมายที่ผมมีเป็นเรื่อง offline ที่เกี่ยวกับตัวผมเองทั้งสิ้น แน่ละครับผมไม่ได้เก่งทุกอย่างและที่ผมเก่งที่สุดดันเป็นการตลาดออนไลน์ไปซะอย่างนั้น

Online ล่ะ?

ที่ผมบอกว่าต้องผสานกับ Offline นั้น คุณคงพอจะเห็นภาพบ้างแล้วใช่มั้ยครับ เบื้องต้นผมหมายถึงผลิตภัณฑ์และการตลาดต้องควบคู่กันไป เราคงไม่สามารถให้บริการออนไลน์ได้เต็มรูปแบบแต่ก็ไม่สามารถเพิกเฉยการทำออนไลน์ได้เช่นกัน ภาพง่าย ๆ ที่พอจะอธิบายได้ก็คือ แอพฯ, เวปไซต์, โซเชี่ยล และ อื่น ๆ  ที่จะช่วยให้ Offline ที่ไม่ว่าจะเป็นบริการหรือผลิตภัณฑ์ถูกส่งเสริมให้โดดเด่นขึ้นมานั่นเอง

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรการขนส่งในเวลานี้ก็ไม่ได้เว่อวังขนาดทำทุกอย่างเป็นดิจิทัลได้ เรายังต้องใช้ออฟไลน์สูงกว่าอยู่ดี การทำงานในช่วงนี้จึงต้องผสานเอาทั้งสองสิ่งนี้ให้ส่งเสริมกันและกันให้ได้อย่างกลมกลืนครับ