คุณเคยทุ่มเททำงานแล้วโดนเหน็บแนมว่า “อย่ารักบริษัทให้มากกว่าตัวเอง” มาบ้างรึเปล่าครับ? ตามจริงเรื่องของจิตใต้สำนึกนั้นเราทุกคนไม่มีใครรักบริษัทมากกว่าตัวเองหรอกครับ คุณเห็นว่างานมันสนุก โครงการมันดี งานมันตอบความเป็นตัวคุณ แปลง่าย ๆ ว่ามันตอบสนองต่อความคิดคุณ ทัศนคติคุณ สันดานคุณ แค่บังเอิญคุณขยันผิดปกติเลยโดนแซะโดนแซวว่ารักบริษัทมากไปแค่นั้นเอง แต่คนประเภทที่รักบริษัทแบบ “นั่นก็ต้องประหยัด นี่ก็ต้องเป็นไปตามกฎ นั่นโน่นนี่ชั้นรักษาผลประโยชน์เต็มที่” ไม่รวมอยู่ในข่ายที่ผมกำลังจะกล่าวต่อไปนี้นะครับ ผมไม่ชอบคนรักบริษัทผิด ๆ แบบนี้เลยครับ คนเหล่านี้รังแต่จะฉุดคนไฟแรงอย่างคุณให้ท้อเอาซะเปล่า ๆ

เจ้ามายาคติตัวนี้ที่บอกคุณว่า “คุณสำคัญกว่าบริษัท” นั้นไม่ได้ผิดอะไรตามที่บอกไว้แต่ต้น แต่การให้ความหมายประเภทที่จะให้เราหยุดการพัฒนาบริษัทเพราะบริษัทจะรวยและคุณจะต้องทำงานหนักและยังจนเหมือนเดิม เป็นมายาคติงี่เง่าของคนไม่เอาอ่าวเท่านั้นเอง

เป็นเรื่องจริงที่ว่าบริษัทจะรวยแต่อีกเรื่องจริงอย่างหนึ่งคือ คุณจะเป็นคนที่พร้อมจะประสบความสำเร็จเป็นคนต่อไป! เมื่อคุณคิดเรื่องดี ๆ ได้ หรือทำงานได้เป็นอย่างดี คนที่มีความรู้คือคุณ คุณเอาความรู้คุณแลกเงินเดือนและเก็บความรู้ไปได้เต็ม ๆ ซึ่งบริษัทผู้ลงเงินก็ได้เงินไปเต็ม ๆ ถ้าคุณทำสำเร็จและก็จ่ายไปเต็ม ๆ หรือเกือบเต็มถ้าคุณล้มเหลว(แต่หากคุณเจอบริษัทประเภทให้คุณจ่ายทั้งหมดถ้าคุณล้มเหลว ก็เลิกทุ่มเทให้บริษัทประเภทนั้นได้นะครับ ผมเซ็นต์อนุมัติให้เองครับ 555)

ตรงเงินเข้าบริษัทเต็ม ๆ นี่แหละครับที่จะทำให้คุณแป๊กได้เพราะคุณก็อยากได้เงินเหมือนกัน ถ้าคุณเผลอปล่อยให้ด้านมืดเข้าครอบงำจนไม่เผยความสามารถที่แท้จริงของคุณออกมาเพราะกลัวมีคนรวยหรือโลภอยากจะทำเองซะอย่างนั้นทั้ง ๆ ที่ยังไม่ใช่เวลาของคุณ… นั่นแหละครับหายนะของจริง

บริษัทลงเงินเค้าจึงมีโอกาสได้เงินหรือเสียเงิน แต่คุณลงแรง คุณได้ความรู้และ…..ไม่มีทางเสียความรู้เลย ยกเว้นจะความจำเสื่อม ดังนั้นอย่าปล่อยให้ “ความกลัวคนอื่นจะรวย” มาหยุดยั้งพัฒนาการและความสามารถของคุณได้ คุณควรจะคิดให้ได้แบบนี้แล้วคุณจะได้โฟกัสกับสิ่งที่คุณต้องทำวันนี้ครับ ..และเมื่อวันที่คุณพร้อมที่จะเลื่อนตำแหน่ง ตำแหน่งจะรอคุณอยู่ เมื่อวันที่เจ้านายไม่เห็นค่า คนเก่งอย่างคุณยังมีทางเลือกที่จะไป เมื่อวันที่คุณอยากจะออกไปทำเองคุณก็ไปได้…เพราะคุณพร้อมแล้วครับ :)