เคยมีใครบอกคุณให้มีความพยายามเพิ่มอีกซักหน่อยมั้ยครับ? หรือประเภทที่ว่ายังไม่สุดเลยทำต่อไปอีกนิดสิ ความสำเร็จอาจจะอยู่ไม่ไกล ผมเชื่อว่าหลายคนเคยโดนโม(ติเวท)เหมือนที่ผมเคยโดนครับ สำหรับบางคนมันอาจจะเป็นอย่างนั้้นจริงครับ ขาดอีกนิดความสำเร็จก็จะถึงแล้วแต่ส่วนใหญ่ผมว่าไม่ใช่

เรื่องของความพยายามเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เรื่องของการดันทุรังต้องแยกให้เป็น ซึ่งก็ไม่ได้แยกยากอะไรครับเพียงแค่ต้องหมั่นที่จะวัดผลกันหน่อยเท่านั้น บางคนอาจจะนึกภาพที่เผยแพร่ในโซเชียลที่ประมาณว่า “ขุดไปอีกนิดจะเจอน้ำมันแล้ว อย่าพึ่งเลิกสิ” หรือ “ขุดไปอีกนิดจะเจอเพชรแล้ว อย่าพึ่งเลิกสิ” ผมเห็นภาพอุปมาแบบนี้บ่อยครับ

แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าคุณขุดต่อไปคุณอาจจะเจอก้อนหินและดินโคลนต่อไปได้ด้วยเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ? คุณอาจจะขุดต่อไปจนไม่สามารถออกมาจากหลุมได้ด้วยนะครับ ถ้าคุณถลำลึกลงไปจนเกินจะกลับตัวทัน เช่น อายุ 50 แล้วพึ่งจะรู้ว่าตัวเองชอบและรักอะไรและเปิดใจให้มันอีกที  การจะกลับตัวมันยากมากครับ

ถ้าคุณวัดไม่เป็น ความพยายามต่ออาจจะเป็นแค่การหลอกตัวเอง

เจ้ามายาคติ “อย่าพึ่งยอม ความสำเร็จอยู่ข้างหน้า” จะดันให้คุณ(ทุเรศ)ทุรัง มันจะคอยหลอกหลอนคุณให้หลงอยู่ในสิ่งที่คุณทำไม่ได้ ทำไม่เป็น อยู่ต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าคุณไม่สามารถวัดอะไรได้เลย เพราะคุณไม่รู้ว่าไอ้ความสำเร็จในเรื่องนั้นมันวัดกันยังไงนั่นเอง

แรก ๆ สำหรับผม การที่ผมทำงานแล้วไม่มีความสุข คือตัววัดตัวหนึ่ง ยิ่งทำยิ่งท้อก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ใช้แบบมักง่าย ๆ มาตลอด จนวันหนึ่งผมก็ได้รู้จักกับการวัดผลครับ และการวัดผลเป็นเรื่องน่ากลัวมากถ้าไม่สามารถตั้งตัววัดที่ดีได้

ตัววัดที่ดีคือตัววัดที่แก้ไขปัญหาได้

เราจะตั้งตัววัดทั้งที เราควรจะตั้งตัววัดที่แก้ไขปัญหาได้ครับ ไม่อย่างนั้นเราจะ พยายามอีกนิดไปเรื่อย ๆ จนหลงทางไปในที่สุด ซึ่งผมมักจะเดือดร้อนกับตัววัดที่หาสาระไม่ได้อยู่เป็นประจำ เช่น ยอดตก ครับ 555

เจ้าปัญหายอดตกเนี่ยมันเกิดขึ้นได้ตลอดนั่นแหละครับ เช่นพอถึงช่วงวันหยุดยาวธุรกิจชิปปิ้งก็อาจจะเกิดปัญหายอดตกได้ใช่มั้ยละครับ ซึ่งถ้าจะสร้างตัววัดที่ดีได้เราควรถามว่า มันเกิดจากอะไร แล้วจะแก้มันอย่างไร ด้วยวิธีไหนถึงจะดีที่สุด เราจะได้สร้างตัววัดที่มันถูกต้องขึ้นมาได้ครับ

ตัวอย่างการวัดแล้วได้ผลของผมครับ

คำถาม – ตัววัดของโอกาสในการขาย คือ ต้องพบลูกค้าเยอะ ๆ บ่อย ๆ ใช่หรือไม่?
คำตอบ – ใช่

ผมว่าเป็นตัววัดที่ดีเลยครับ ชัดเจนมาก ถ้าใครตอบว่าไม่ใช่นี่คงบ้าเต็มที 555

ถ้าผมเจอลูกค้ามากขึ้น นั่นก็เป็นโอกาสในการปิดการขายเพิ่มขึ้น แต่ในสถานการ์จริงมันใช่จริง ๆ หรือ ? อาชีพเซลส์เฟรทมันต้องโทรครับ เบอร์โทรนี่ลอยเพียบในเน็ต แต่ใคร ๆ ก็หาได้นะครับ ประมาณว่า พรานร้อยคนล่าหมูตัวเดียวกันน่ะครับ = =”

แปลว่าตัววัดที่สองบอกผมว่า ถ้าผมใช้ฐานลูกค้าที่ใครก็มี โอกาสในการเพิ่มยอดขายมันต่ำมากเลยครับ

งั้นลองใหม่ ทำตัวให้ลูกค้าเห็นง่าย ๆ ดีกว่า ดังนั้นตัววัดใหม่คือ ถ้าลูกค้าเห็นหน้าผมเยอะ ๆ ผ่านการทำออนไลน์มาเก็ตติ้งแล้วยอดจะขึ้นมั้ย? สรุปว่ามันขึ้นนะครับ เมื่อตัววัดผลตัวแรกที่ต้องเพิ่มการเจอลูกค้าเป็นตัววัดผลที่ดี การที่ผมตั้งโจทย์แล้วลงมือแก้ปัญหาจากตัววัดผลแรกก็ช่วยให้ผมหาหนทางที่จะมาช่วยแก้ปัญหาได้จากตัววัดที่สอง นี่เป็นแนวคิดที่ผมใช้สร้างตัววัดที่ช่วยแก้ปัญหาครับ

ลองคิดดูว่าถ้าผมพยายามโทรเสนอราคาต่อไปเรื่อย ๆ ก็คือการดันทุรัง “อย่าพึ่งยอม ความสำเร็จอยู่ข้างหน้า” แต่เมื่อวัดแล้วมันไม่ใช่ ก็กลับตัวทันแถมได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอีกด้วยครับ

ถ้าวัดไม่ได้จงหยุดทบทวน

หยุดพยายามก่อนซักพักกับเรื่องที่ตื้อตัน ยิ่งดันทุรังทำไปก็จะยิ่งหมดแรง เอาแรงเก็บไว้ ควักสมองมาใช้ซักนิด เริ่มวัดกันซักหน่อย ค่อย ๆ หาตัววัดที่สร้างสรรค์ แล้วคุณจะรู้ว่าความพยายามควรต่อหรือควรจะหยุดกันแค่นี้ครับ

ปล. ถ้าทำเองไม่ได้ต้องขอให้คนอื่นช่วยบ้างนะครับ ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานนะครับ :)