สินค้าตามกระแสที่ขายได้แปปเดียวก็ไม่มีคนซื้อซะแล้ว ก็เหมือนพลุไฟ สว่างวาบเดียวก็หายไป สินค้าแบบนี้ไม่เกินเดือนสองเดือนก็เงียบหายไป ลองสังเกตุดูว่าบางครั้งจะมีทั้งดาราหรือคนกลุ่มหนึ่งออกมาปั่นกระแส ถ้าจุดติดแล้วคนก็แห่แหนกันไปหาซื้อมา พอคนเหล่านั้นเปลี่ยนไปเล่นอีกอย่าง แน่นอนว่าของที่เคยฮิตก็จะถูกลืมไปอย่างรวดเร็ว

ในยุคผมก็จะเป็นสินค้าอย่าง ทามาก๊อต หรือ ในยุคนี้ก็เฟอร์บี้ หรือ ดอกมุราคามิ ฮิตกัน 2-3 เดือน กลายเป็นของที่ไม่มีคนสนใจไปแล้ว

การทำตลาดกับสินค้าเหล่านี้ อย่างแรกก็ต้องมองให้ออกว่าเป็นจำพวกพลุไฟรึเปล่า บางอย่างก็สว่างวาบเดียว บางอย่างก็อยู่กันยาวนานกว่านั้นกลายเป็นเทียนพรรษา ที่ขายได้เรื่อย ๆ แต่ไม่ได้ขายดีแบบตอนมาแรก ๆ

ซึ่งหากคุณเป็นคนที่ใจรักสินค้าเหล่านี้แล้ว ก็ต้องเตรียมตัวให้ดี ผมมีคำแนะนำดังนี้ครับ

1 ต้องรู้เวลาเข้าของสินค้า เพื่อจะได้ออกให้ทัน

ผมเชื่ออย่างนึงว่าการที่คุณชอบสินค้าเหล่านี้ คุณต้องเป็นคนที่ชอบติดตามดาราดัง และ ไถฟีดโซเชียลบ่อยมาก แต่…. ก็ไม่ได้จะทำให้คุณรู้ได้ว่าอะไรมาเมื่อไหร่

อย่างเช่น ถ้ามีสินค้าแฟชั่นตัวหนึ่งของแบรนด์ใหญ่ขายไม่ค่อยดี เพราะดีไซน์มันล้ำไปหน่อย คนก็เลยไม่กล้าใช้ แต่โดนก๊อปไปเรียบร้อยแล้วโดยนักก๊อปผู้เชี่ยวชาญ หรือ แบบคล้าย ๆ ที่คนคิดว่ามันจะขายได้ ซึ่งทั้งหมดก็ขายกันไม่ได้นั่นแหละ ดองสต๊อกไว้กันเพียบ

ทางเจ้าของแบรนด์เค้าก็เลยไปจ้างดาราใส่เพื่อจะขายมันให้ได้ ทีนี้มันก็เลยดังเปรี้ยงปร้าง

พอคุณจะไปสั่งของที่คล้ายกันมาขายบ้างคุณคิดว่ากว่าของจะถึงมือคุณจะใช้เวลากี่วัน?

ผมคำนวณให้ครับ สมมติ คุณสั่งจีนผลิต ใช้เวลา 20-30 วัน ของเสร็จปุ๊ป คุณก็มาให้ผมส่งให้ ใช้เวลา 10-20 วัน ของถึงมือคุณพร้อมขายใช้เวลาไป 30-50 วัน

ทันใดนั้นเอง ดาราคนนั้นก็ไปรับงานอื่นมาใส่ต่อ ของที่คุณเอาเข้ามาจะขายได้ราคาอีกมั้ยครับ? แน่นอนว่าไม่อีกแล้ว และ ยิ่งนักก๊อป กับ พวกจมูกไวหาของมาไว้ก่อนคุณอีกละ? ตอนที่สินค้าคุณมาถึง คุณก็ต้องเริ่มเตรียมตัวสู้กับของที่ค้างสต๊อกของคนอื่นแล้ว ตอนนั้นนอกจากกำไรจะไม่มีก็ได้แต่หวังว่าจะไม่ขาดทุนหนักอีกด้วยนะครับ

เรื่องนี้ประสบการณ์จะสอนคุณไปเรื่อย ๆ ครับ คุณไม่มีทางรู้จนกว่าจะได้ลองทำ ลองเจ็บซักครั้งสองครั้ง สินค้าที่มาไวไปไวแบบนี้ จึงควรจะทำอย่างค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป เก็บประสบการณ์ไปก่อน ตามข่าวทั้งในและนอกประเทศเยอะ ๆ ครับ มันจะช่วยให้คุณคาดเดาอะไรได้ดีขึ้น

2 ถ้ามั่นใจอย่ารอช้า และ ประหยัดไม่ได้

การขนส่งทางเรือ ถูกกว่าก็จริง แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าของที่มาถึงก็ล้าสมัยไปซะแล้ว?

สินค้าพวกนี้ไม่ควรต้องรอมาทางเรือให้เสียเวลานะครับ ทางเครื่องบินแพงกว่าก็จริง แต่สินค้าแฟชั่นมันต้องรีบโชว์ ลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่าแน่นอน ใครจ่ายไม่ไหวก็แพ้ไปครับ

ถ้าจะเล่นของที่เป็นกระแสก็ต้องตามกระแสให้ทัน อะไรไวได้ต้องไวไว้ก่อน ใครมีของก่อนขายก่อน ใครมาช้าเตรียมขาดทุน เวลาแค่ไม่กี่วันก็ทำให้สินค้าของคุณกลายเป็นขยะอวกาศไปได้เลยนะครับ

สำหรับตัวผมคิดว่าถ้าใจมันบอกว่าอะไรจะขายได้แน่นอน ต้องเปิดขายเลยทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีของนี่แหละ แบบพวกที่พรีออเดอร์นั่นแหละครับ ถ้าเรารู้แหล่งสั่งของยังไงก็มีของมาส่งลูกค้าแน่นอน แต่ต้องตกเขียวเอาลูกค้ามาก่อนให้ได้เท่านั้นเอง

3 เหลือเท่าไหร่ก็ต้องล้างสต๊อกให้ได้

สินค้าที่พอไม่มีคนต้องการ ก็กลายเป็นขยะอวกาศ เก็บไว้ก็จมทุน โละได้ก็ต้องโละไปครับ

พวกเสื้อผ้าในห้าง พอหมดซีซั่น เค้าก็จะเริ่มทยอยลดราคา จาก 10% ไป 30% แล้วก็ 50% พอค้างสต๊อก ก็จะมีมหกรรมที่ปีนึงจะขายลดแหลก 70-80% เพื่อให้ของออกไปให้หมด เราก็ต้องล้างเหมือนเค้า แต่ถ้าเราเงินทุนน้อยก็ต้องหาทางล้างให้ไวหน่อยนะครับ

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการทำธุรกิจนะครับ